เส้งโห ๒๔๖๘ : รัานหนังสือในใจฉัน



นักอ่านทุกคนคงมีร้านหนังสือในใจ...ร้านที่คุณนึกถึงทุกครั้ง เมื่อจะหาหนังสือสักเล่ม อาจจะเป็นร้านหนังสือใกล้บ้าน ร้านใกล้ที่ทำงาน หรือแม้แต่ร้านที่อยู่ไกลๆ แต่อุดมด้วยหนังสือหลากหลายประเภท


ฉันก็มีร้านหนังสือในใจเช่นกัน แต่ร้านที่อยากจะเล่าให้ฟังวันนี้ เป็นร้านหนังสือที่อยู่ในใจฉันตอนยังเด็ก
เป็นร้านหนังสือประจำท้องถิ่นที่ใครๆ ก็รู้จัก แน่นอนล่ะ...เพราะเป็นร้านหนังสือใหญ่ประจำจังหวัดนั่นเทียว

เป็นร้านที่ฉันรู้จักมาตั้งแต่เด็ก จวบจนเรียนจบและกลับบ้านไปหางานทำ แต่ก็รู้จักในแง่ที่ว่าเป็นร้านหนังสือแห่งเดียวในจังหวัด

กระทั่งวันนี้เมื่อนึกถึงร้านหนังสือในใจขึ้นมา จึงได้เริ่มต้นหาข้อมูลเพื่อพบข้อเท็จจริงอันน่าทึ่ง

ร้านหนังสือที่ฉันพูดถึง คือ...ร้านหนังสือเส้งโห ร้านหนังสือประจำจังหวัดภูเก็ต 

สมัยเมื่อเริ่มต้นทำงานเป็นพนักงานโรงแรมนั้น  ทุกครั้งที่เงินเดือนออกฉันเป็นต้องเจียดเงินเดือนส่วนหนึ่งไว้ซื้อหาหนังสือนิยายของนักเขียนคนโปรด ตอนนั้นเส้งโหปรับปรุงขยายร้านเป็นสองคูหาแล้ว มีหนังสือมากมายหลากหลายประเภท ทั้งอ่านเล่น ทั้งแนวสารคดีวิชาการ ตลอดจนถึงนิตยสารนานา

ฉันห่างหายไปจากเส้งโหเมื่อย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ กระนั้นก็ตื่นเต้นเมื่อได้ยินชื่อเส้งโหอีกครั้งหลายปีก่อนเมื่อเขาขยายสาขามาเปิดในกรุงเทพฯ (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) และในวันนี้เมื่อจะเขียนบทความนี้

ร้านหนังสือแห่งนี้มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๘ นับถึงวันนี้ก็ ๙๔ ปีแล้ว อาจพูดได้ว่า เป็นร้านหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย แม้ว่าจะมีร้านอื่นที่เปิดมาก่อนในราวปี พ.ศ. ๒๔๖๐ แต่ก็ปิดตัวไปนานแล้ว ร้านนั้นคือร้านของสองพี่น้องจิราธิวัฒน์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในปัจจุบัน



"เส้งโห" เปิดกิจการวันแรกเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๘ โดย รอด บุญเปกข์ตระกูล และน้องชาย ทั้งคู่มีพื้นเพเป็นคนตรัง เริ่มต้นธุรกิจขายหนังสือจากการนำหนังสืออ่านเล่นประเภทกลอนลำตัดจากกรุงเทพฯ ลงไปขายในเกาะภูเก็ต ในราคาเล่มละ 5-10 สตางค์ เมื่อคนเริ่มนิยมอ่านมากขึ้น จึงขยายไปยังหนังสือประเภทอื่น โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์

และต่อมาก็กลายเป็นเอเย่นต์จัดส่งหนังสือไปทั่วเกาะภูเก็ต จนขยายต่อไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เช่น พังงา ตะกั่วป่า ระนอง

ภูเก็ตและพังงาในยุค ๙๔ ปีก่อนนั้น เป็นเมืองแห่งการทำแร่ดีบุก จึงมีคนจากต่างถิ่นอพยพเข้าไปทำเหมืองเป็นจำนวนมวก รวมทั้งชาวยุโรปและคนเชื้อสายจีน จนทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู ถึงขั้นที่ธนาคารชาร์เตอร์ดและธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ถึงกับไปเปิดสาขาที่ภูเก็ต

แต่การเดินทางระหว่างภูเก็ตและกรุงเทพฯ ก็มิได้สะดวกนัก เพราะต้องนั่งเรือไฟข้ามฟากจากภูเก็ตมายังอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งใช้เวลา ๑ คืน หลังจากนั้นก็นั่งรถไฟจากสถานีกันตังขึ้นมากรุงเทพฯ อีก ๑ คืน รวมเวลาเดินทางทั้งไปและกลับแต่ละเที่ยวต้องใช้เวลา ๒-๓ วัน เพื่อขึ้นมาสั่งและขนหนังสือลงไปขายที่ภูเก็ตและจังหวัดต่างๆ

แต่เพราะความบากบั่นในการจัดหาหนังสือและหนังสือพิมพ์เพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าตามที่ต่างๆ นี่เอง ทำให้กิจการของเส้งโหเริ่มเป็นที่รู้จัก และกลายเป็นร้านหนังสือประจำเกาะภูเก็ตไปโดยปริยาย และกลายเป็นรูปแบบหลักในการพัฒนาร้านหนังสือประจำท้องถิ่นต่างๆ ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนในต่างจังหวัด นั่นก็คือความพยายามในการจัดส่งหนังสือไปถึงผู้อ่านที่เป็นลูกค้าให้ได้ในเวลาที่รวดเร็วที่สุด แม้ว่าจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม

เส้งโหผ่านการเปลี่ยนแปลงและขยับขยายอีกมากมายซึ่งฉันจะไม่ขอกล่าวตรงนี้ (แต่สามารถคลิกลิงก์แนบท้ายบทความเพื่ออ่านได้หากสนใจ) แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ การปรับตัวให้อยู่รอดท่ามกลางยุคที่โลกออนไลน์กำลังรุกคืบเข้าประชิดที่เส้งโหทำได้อย่างน่าทึ่ง โดยการมองหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหายไป อย่างเช่น เริ่มเข้าไปจับเรื่องการเป็นซัพพลายเออร์หนังสือเรียนให้กับโรงเรียนในพื้นที่ภาคใต้ และเริ่มดำเนินการเรื่องการเป็นซัพพลายเออร์อุปกรณ์สำนักงานและเครื่องเขียน ซึ่งทำให้บริษัทมีการเติบโตในทุกๆ ปี แต่อาจจะไม่หวือหวาเหมือนหลายปีที่ผ่านมา

ฉันชอบประโยคหนึ่งที่ทายาทรุ่นที่สาม  คุณธนวัต อ่องเจริญ ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Opening Phuket Magazine

"เราพยายามรักษารากฐานของความเป็นร้าน “เส้งโห” เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้เราต้องยอมรับว่าต้องปรับตัว ต้องรู้ว่าลูกค้าชอบอะไร ต้องให้ในสิ่งที่ลูกค้าชอบ จึงจะอยู่รอด"

เขายังบอกอีกว่า "ทุกวันนี้การอ่านไม่ได้ลดลงแต่เปลี่ยนรูปแบบการอ่านจากแผ่นกระดาษ ไปสู่มือถือ แม้โลกออนไลน์มีอิทธิพลอย่างมากก็จริง แต่มันก็ไม่สามารถดึงคนออกไปจากหนังสือได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คนก็ยังอ่านหนังสืออยู่ สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่เรื่องที่ว่าคนจะอ่านหนังสือน้อยลง แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ “เวลา” เราจะมีเวลาอยู่กับหนังสือน้อยลง”

ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน



ที่มา :
“เส้งโห 2468” การต่อสู้ของร้านหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดในไทย
- ธนวัต อ่องเจริญ กับ 9 ทศวรรษ “เส้งโห” ก้าว..ของการปรับตัวเพื่อ ‘อยู่รอด’


CONVERSATION

Back
to top