โม้จนเป็นเล่ม : ก่อนจะมาโม้จนเป็นเล่ม


ก่อนที่จะเริ่มต้นพาทุกคนเข้าสู่เรื่องราวเป็นงานเป็นการ ดิฉันอยากจะขอเล่าเส้นทางนักเขียนของตัวเองสักนิด เพื่ออยากให้ทุกคนที่ได้มีโอกาสอ่านคอลัมน์นี้ทราบว่า เส้นทางนักเขียนของดิฉันไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบ แต่เป็นเพราะความตั้งใจและปัจจัยที่เอื้อหลายอย่าง จนทำให้ดิฉันเป็น ณารา ในปัจจุบัน



ย้อนกลับไป...ตลอดสิบเอ็ดปีบนเส้นทางนักเขียน มีหลายครั้งหลายหน ที่เคยถามตัวเองว่า ได้เดินมาถึงจุดนี้อย่างไร ทั้งที่ไม่เคยได้ร่ำเรียนมาทางนี้มาก่อน ตอนเรียนมัธยมปลาย ดิฉันก็สอบภาษาไทยได้แบบคาบเส้น ชนิดพาตัวเองให้จบโดยไม่ต้องซ่อม เรียนมหาวิทยาลัยก็เลือกคณะบัญชีและการเงิน และคิดว่า ตัวเองเป็นคนหัวสมองซีกซ้ายมาตลอด เพราะวาดรูปก็ไม่เก่ง ไม่มีหัวทางด้านศิลปะสักกะผีก แล้วจู่ๆ วันหนึ่งก็ลุกมาเขียนนิยายจนเป็นเล่ม สิบเอ็ดปีที่ผ่านมา ก็มีทั้งเรื่องยาวและเรื่องสั้น รวมแล้วถึงห้าสิบสองเรื่องด้วยกัน

ถ้าถาม ดิฉันก็คงตอบว่า สถานการณ์ความจนบังคับ ให้ตัวเองมองหาอาชีพเสริมหลังจากถูกเชิญออกจากบริษัทการเงินแห่งหนึ่งที่ปิดตัวลงในยุคฟองสบู่แตกปี พ.ศ. 2540 ดิฉันก็เคว้งคว้างและมาช่วยงานบริษัทของครอบครัวสามีอยู่พักใหญ่ ก็เริ่มมองหาอาชีพเสริม และสมัครงานใหม่ไปพร้อมๆ กัน

แต่เมื่อเศรษฐกิจทำพิษไปทั่ว งานก็หายากเหลือเกิน ดิฉันจึงลองถามเจ้าของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ว่าต้องการรับคนแปลนิยายเพิ่มไหม เพราะดิฉันเป็นแฟนตัวยงของสำนักพิมพ์ ซึ่งคุณแก้วกานต์ก็ใจดี อนุญาตให้ดิฉันได้ลอง ปรากฏว่า แปลออกมา คุณแก้วกานต์แทบอยากขอให้หยุด เพราะภาษาเขียนนั่นแย่มาก แต่เธอก็ไม่ได้พูดทำให้ดิฉันท้อแท้ แต่เอาที่เธอแก้มาให้ดู และให้โอกาสแปลอีกสองเล่ม นั่นคือก้าวแรก ที่ทำให้รู้ว่า อ๋อ...เขียนนิยายมันเป็นแบบนี้นะ ภาษาเขียนต้องเขียนแบบนี้ๆๆ

ทว่า ดิฉันแปลได้ช้าเหลือเกิน และตัวเองเป็นคนขี้เบื่อ จึงค่อยๆ หมดความสนใจลงไปทีละนิด จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเพื่อนมาบอกว่า เพื่อนร่วมห้องสมัยมัธยมต้นเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ ดิฉันจึงโทร.ไปถาม เพื่อขอให้เธอช่วยอ่านนิยายเรื่องแรกให้หน่อย ซึ่งเธอก็รับปากว่าจะช่วย และนั่นคือก้าวที่สองของการเป็นนักเขียนอย่างแท้จริง

อยากให้ทุกคนเห็นต้นฉบับที่ถูกเพื่อนบก.ของดิฉันแก้ไขจริงๆ เพราะมันแดงไปทั้งหน้า ทุกจุด ทุกบรรทัดต้องมีคอมเม้นต์ คำแนะนำ ติติง ข้อเสนอ การใช้คำผิดที่ผิดทาง สะกดผิด และอีกสารพัด แต่แปลก แทนที่ดิฉันจะท้อ กลับสนุก เหมือนได้เริ่มเรียนรู้โลกใหม่ที่ตัวเองไม่เคยรู้จักมาก่อน ยิ่งเขียน ยิ่งเจอติง ก็ยิ่งอยากเขียนออกมาอีกเรื่อยๆ พยายามจะไม่ให้ผิดซ้ำที่จุดเดิม อยากรู้ว่าจะมีข้อผิดพลาดตรงไหนอีก จนกระทั่งจบเรื่อง ด้วยความโล่งใจของเพื่อน

เล่มแรกจบ ดิฉันก็พิมพ์ออกมาส่งสำนักพิมพ์นับสิบๆ แห่ง จนกระทั่งได้มาเป็นหนึ่งในสมาชิกของสำนักพิมพ์ปรินส์เซส ของบริษัทสถาพร และอยู่ที่นี่นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพียงแต่เลื่อนจากหัวปรินส์เซส ที่ปิดลงมาอยู่พิมพ์คำแทน

น่าแปลกอย่างหนึ่งที่ ครั้งหนึ่ง ก่อนที่ดิฉันจะเป็นนักเขียน เคยไปลูบๆ คลำๆ จดๆ จ้องๆ ปกนิยายของสำนักพิมพ์พิมพ์คำ จำได้ว่าเป็นนิยายของพี่ปุ๊ ดวงตะวัน และแอบเพ้อไปว่า ถ้าสักวัน ดิฉันมีนิยายเป็นของตัวเอง คงจะดีไม่น้อย

แล้ววันหนึ่ง ดิฉันก็มีนิยายเป็นของตัวเอง หนึ่งเล่ม ฮูเล่ย์!!!

เอาล่ะ เมื่อมีนิยายของตัวเองแล้ว ก็มาคิดอีกว่า ไหนบอกไม่มีหัวทางซีกขวา โกหกใช่ไหม? ก็ไม่เชิงค่ะ ดิฉันไม่เก่งวาดรูป เขียนกลอนก็ไม่เป็น ไม่มีหัวศิลปะสักนิด ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ออกจะเป็นคนเจ้าเหตุผล บางทีก็มากไปจนน่าเบื่อ ซึ่งยังคงเป็นหัวซีกซ้ายอยู่ดี แต่สิ่งหนึ่ง ที่ดิฉันรู้ว่า ตัวเองมีความสามารถมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ ก็คือ เป็นคนคุยเก่ง เล่าเก่ง เล่าเรื่องราวเป็นฉากๆ เป็นเรื่องๆ และดึงให้ทุกคนในวงฟังด้วยความสนใจจนจบได้ คงถือว่าเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง ที่โม้เก่ง

และอีกสิ่งที่นักเขียนจะขาดไม่ได้เลยก็คือ จินตนาการ ซึ่งก็เป็นอีกสิ่งที่ดิฉันมี มากจนเกินไปในหลายๆ ครั้ง ภาษาชาวบ้านก็เรียกว่า คนฟุ้งซ่าน นั่นแหละค่ะ ยกตัวอย่างเช่น เวลาหั่นผัก หั่นไปหั่นมา ก็คิดเลยเถิดว่า มีดอาจบาดมือ บาดมือแล้ว ต้องไปโรงพยาบาล ต้องเย็บแผล แล้วทำงานไม่ได้ ความคิดเกิดเป็นฉากๆ เกิดแบบนี้ ต้องต้องแบบโน้น แล้วจะต้องเป็นแบบนั้น ไปเรื่อยเปื่อย นับว่าเป็นจุดดีที่ช่วยให้คิดได้เร็วในการเขียนนิยาย ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วจะต้องเกิดสิ่งใดตามมา ข้อเสียคือ หากไม่รู้จักควบคุมความคิด ก็อาจจะกลายเป็นบ้าไปได้ง่ายๆ (5555)

นอกเหนือจากการเล่าเก่ง และมีจิตนาการแล้ว ทักษะการเขียนนิยาย ทุกคนสามารถฝึกฝนและเรียนรู้ จากการอ่านมาก เขียนมาก จะช่วยฝึกทักษะส่วนได้

แล้วเราก็มาเข้าเรื่องกันนะคะ หากถามว่า นิยาย ต่างจากเรื่องสั้นตรงไหน ก็ตอบง่ายๆ แบบกำปั้นทุบดินว่ามันต่างกันตรงที่ จำนวนหน้ามากกว่านั่นแหละค่ะ นิยาย เป็นเรื่องราวที่ขยาย มีรายละเอียดมากกว่าเรื่องสั้นและมีความยาวอย่างน้อยสองร้อยหน้าเอสี่ ตามที่บรรณาธิการระบุ นิยายบางเรื่อง อาจจะสั้นกว่าสองร้อยหน้า หากมีใจความและเรื่องราวที่ต้องการเล่าสมบูรณ์ทุกอย่าง ก็เรียกว่านิยายได้ แต่เมื่อหลายสำนักพิมพ์ตั้งกฎว่า นิยายที่จะส่งควรจะยาวกว่าสองร้อยหน้าเอสี่ ดังนั้น ก็ควรจะยึดกฎของสนพ.จะดีกว่าเพื่อความปลอดภัย

และดิฉันอยากให้คำจำกัดความสั้นๆ ก่อนการเริ่มเขียนสักนิดว่า นิยายต่างจากบทความ สารคดี และเรื่องสั้นอย่างไร

นิยายต่างจากบทความตรงที่นิยายมีตัวละครในการดำเนินเรื่อง มีเรื่องราวความรัก ความชังเข้ามาเกี่ยวข้อง นิยายอาจจะนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ เรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ ได้เหมือนบทความ หรือสารคดี แต่จะเล่าผ่านเรื่องราวของตัวละคร ยกตัวอย่างเช่น ปล่อยใจไปกับเช็ค ของพี่ปุ้ย และที่สำคัญ นิยาย จะมีความขัดแย้งในเรื่องราว จึงจะทำให้เป็นนิยายได้

สารคดี บทความ มักเป็นเรื่องที่ผู้เขียน มีความประสงค์จะให้ความรู้และความบันเทิงโดยผ่านมุมมองของผู้เขียนเอง ไม่มีความขัดแย้ง แต่จะเล่าให้ละเอียด ให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวได้ง่าย ไม่มีความซับซ้อน

สำหรับน้องๆ เพื่อนๆ ที่อยากเป็นนักเขียนนิยาย ก่อนอื่น อยากให้ลืมไปให้หมดว่า อย่าล็อกตัวเองไว้ที่คำถาม ต้องเขียนกี่หน้าต่อบท ต้องยาวเท่าไหร่ ฟร้อนต์เท่าไหร่ เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น และดิฉันได้รับคำถามพวกนี้เยอะมาก จึงขอตอบตรงนี้เลย เพื่อจะได้ปลดล็อกตัวเองเสียที

ส่วนตัว ใช้ฟร้อนต์ คอร์เดีย 16 หนึ่งบทยาว 8-10 หน้า แต่ถ้าส่งนิตยสาร ควรจะยาวไม่เกิน 8 เพราะเนื้อที่จำกัด (ถึงตอนนี้นิตยสารปิดตัวลงเยอะมากแล้ว แต่ก็บอกให้ทราบไว้) หากเป็นการรวมเล่มของเราเอง หนึ่งบทจะให้ยาวกี่หน้าก็ได้ ตามแต่คนเขียนพอใจ เคยเปิดอ่านนิยายแดน บราวน์ บทหนึ่ง มีแค่หน้าเดียวก็มี เมื่อคนเขียนคิดว่า สิ่งที่เขาต้องการใส่เข้าไปในบทนั้น สมบูรณ์แล้ว

ทีนี้ ก่อนที่จะลงมือเขียน ก็มา ‘คิดพล็อต’ กันเลยค่ะ แล้วก็เขียนสรุปเรื่องย่อเอาไว้ ใส่เข้าไปให้หมดเท่าที่คิดได้ บางคนไม่ถนัดเขียนเรื่องย่อ จะเขียนเป็นแผนผังเรื่องราวก็ไม่ผิด แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน คิดพล็อตแล้ว จดบันทึก ขอให้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะเวลาเขียนๆ ไป ติด หรือลืมตรงไหน ก็จะได้ย้อนกลับมาอ่านเรื่องย่อ จะช่วยให้ผ่านพ้นจุดที่ติดขัดได้ง่ายขึ้น

คิดพล็อตแล้ว หาเพื่อนที่ไว้ใจได้อ่านนะคะ แล้วให้เขาแนะนำ (อย่าเอาไปให้คนอ่านไปทั่ว เดี๋ยวนี้คนเตรียมลอกมีเยอะ) หรือถ้ายังคิดพล็อตไม่ออก ก็ฝึกเขียนก่อนค่ะ จะฝึกอะไร ฝึกอย่างไร แนะนำให้ไปดูภาพข่าว ภาพวิวรีสอร์ท หน้าคน หล่อ สวย แล้วลองบรรยายออกมาให้คนอ่านได้เห็นภาพให้ได้ค่ะ ฝึกเขียน ฝึกบรรยาย ฝึกพรรณา เตรียมฝีมือไว้สำหรับการเขียนนิยายในอนาคต เหมือนเตรียมลับดาบเอาไว้ พร้อมรบ นักเขียนที่ดี ต้องลงมือเขียน หัดเขียนเยอะๆ ประสบการณ์จะช่วยได้มาก

และอ่านเยอะๆ นะคะ สนใจเรื่องราวนิยายแบบไหน อยากเขียนแบบไหน ก็เอานิยายแนวนั้นมาอ่านเยอะๆ ค่ะ เพื่อจะได้ดูว่า นักเขียนท่านอื่น เขาเขียนอย่างไรถึงสนุก เพื่อจะได้ศึกษาหาแนวตัวเองในอนาคต

ตามนี้นะคะ คิดพล็อต เขียนเรื่องย่อ ฝึกเขียน และอ่านให้เยอะๆ โยนทุกอย่างลงในหม้อ เตรียมเคี่ยวงานได้แล้วค่ะ บทหน้า หากมีน้องๆ เพื่อนๆ สงสัยสิ่งใด ก็อีเมล์มาถามได้ที่

editor.bookdd@gmail.com หากไม่เกินความสามารถ ดิฉันก็จะพยายามตอบให้ครบทุกคำถามค่ะ บทต่อไป จะว่าด้วยการคิดพล็อต ซึ่งเป็นหัวใจของการเขียนนิยายนะคะ

พบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ

CONVERSATION

Back
to top