เกร็ดการเขียน - อย่าเยอะ โดย เพียงคำ
เธอจ๊ะ เรื่องของการเขียนนี้ มันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ นะ สำหรับฉัน ที่เคยเป็นบ่อยๆ คือ เขียนได้ไม่ถูกใจตัวเอง ไม่สื่อสาร ไม่ส่งผ่าน สิ่งที่ตัวเองคิดว่า นั่นคือส่วนจำเป็นของการสื่อสาร บางทีดูรกๆ พะรุงพะรังเกินไปด้วยซ้ำ ทั้งที่จริงแทบไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลย
แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน?
นั่นละจ้ะ คือสิ่งที่นักอยากเขียนอย่างฉันเคยต้องสำรวจตัวเองว่า สิ่งไรหนอ ทำให้การสื่อสารของเราไม่ชัดเจน ขาดประสิทธิภาพ และอาจรวมไปถึง ไม่สามารถสัมผัสใจคนอ่าน คนอ่านอ่านแล้วไม่กระทบใจ ไม่อิน...
จากประสบการณ์ส่วนตัว ที่เคย ‘ถือดี’ เพราะถือว่าผ่านกระบวนการเรียนรู้ เรื่องการเขียน-การอ่านมาแบบสายตรง แต่พอถึงเวลานำมาใช้จริง ความเป็นสายตรงนี้ละ ที่ทำให้เกิดอาการ ‘เยอะ’ เกินความจำเป็น
มัน ‘เยอะ’ จริงๆ นะเธอ
สาเหตุแรกสุดที่ทำให้เกิดอาการเยอะคือ เพราะมีทฤษฎีการเขียนอัดแน่นอยู่ในสมอง ทำให้พอเขียนๆ แล้วก็พะวักพะวงไปหมด ซึ่งอันนี้จะตรงข้ามกับอีกบางคนที่อยากจะเขียน เขียนแบบไม่มีทฤษฎีการเขียนใดๆ รองรับ ทั้งที่น่าจะเขียนออกมาได้ง่ายดายกว่า หลายคนก็กลับกังวล พะวักพะวง ไม่ต่างจากพวกทฤษฎีแน่นๆ เช่นกัน
ส่วนปัจจัยที่สอง ที่ทำให้เกิดความเยอะก็คือ ความมากมายมหาศาลของต้นแบบ ทั้งต้นแบบทางสำนวน ทางการใช้ถ้อยคำ หรือกระทั่งวิธีการเรียบเรียงประโยค การได้อ่านเยอะๆ บางทีก็เหมือนดาบสองคมนะเธอ เพราะคลังคำของเราดันเยอะเกินจำเป็น คิดหาคำทดแทนหรือคำยากๆ ได้ง่ายๆ และก็นำไปใช้ทันที เพราะคิดว่ารู้จักคำนั้นๆ ดีเพียงพอ ซึ่งปัจจัยนี้ก็คล้ายๆ จะเป็นตรงกันข้ามกับพวกอยากเขียนแต่มีคลังคำในหัวไม่มากเช่นกัน เพราะพอถ้อยคำไม่มากพอ ครั้นอยากจะเขียนให้ตรงกับใจ ก็จะใช้ตัวช่วย ค้น-คว้า แล้วยัดลงไปในสิ่งที่เขียน โดยคิดว่า ก็ฉันค้นคว้ามาดีแล้ว
หรือหากนักอยากเขียนหลายคน เริ่มเขียนเพราะได้แรงบันดาลใจ หลังจากได้อ่านหนังสือแสนดี สำนวนแสนหวาน ถูกอกถูกใจเหลือเกิน จนคิดยึดสำนวนภาษาเช่นนั้นเป็นแนวทาง ตรงนี้ฉันก็เคยมีปัญหาเหมือนกัน เพราะเพื่อนนักอ่านบางคน เคยอ้อมๆ ถามว่าภาษาเขียนในยุคหนึ่งของฉัน ช่างเหมือนกับสำนวนของนักเขียนท่านนั้นท่านโน้นเสียจริงๆ
เอาละนะ หลังจากกลับไปสำรวจตัวเอง แล้วเจอสาเหตุใหญ่ๆ สามประการนี้แล้ว ก็น่าจะเริ่มแก้ไขการเขียนของตัวเองจากเรื่องเหล่านี้ก่อน
แต่ว่า... มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ น่ะซี
เชื่อว่าหลายคนคงคิดเหมือนฉันในเรื่องนี้ นั่นคือ ก็เราเคยเขียนมาอย่างนี้ จะเยอะจะมากอย่างไร มันก็เป็นภาษาของเรา เป็นท่วงทำนองของเรา จะให้เปลี่ยนเป็นแบบอื่น ลีลาอื่น มันก็ไม่ใช่ตัวเรา ใช่ไหมล่ะ?
ฉันก็เป็นเช่นนั้น กว่าจะพยายามค่อยๆ ลดความ ‘เยอะ’ ของตัวเอง ก็ต้องใช้เวลา ใช้ความกล้ำกลืนฝืนทนไม่ใช่น้อย ว่าจะได้มาซึ่งความพอดีๆ รื่นไหลไม่วกวน
ต้องทำยังไงบ้างน่ะหรือ...
คืออย่างนี้ แรกสุดคือปัญหาทางทฤษฏี เรียนกับครูร้อยคนก็ร้อยแบบในเรื่องของการเขียน เพราะมันเป็นเรื่องของสุนทรียภาพ ไม่ใช่ตรรกะทางคณิตหรือวิทยาศาสตร์ เมื่อบางตำราพยายามทำการเขียนให้เป็นระบบ ใส่ระเบียบวิธีเข้าไป แล้วชี้ผิดชี้ถูก แล้วพิพากษาว่าหากไม่ลงรอยตามทฤษฎีที่เขาเชื่อ งานเขียนนั้นก็จะบกพร่อง นี้ทำให้นักอยากเขียนทุกคน รวมทั้งตัวฉันเอง เกิดอาการเกร็ง และเกาะทฤษฎีไว้แน่น
จนเกิดเป็นงานเขียนที่แห้งแล้ง เตียนโล่ง เหมือนสนามกอล์ฟสวยๆ สักแห่งที่ไม่มีใครอยากลงไปเดินทอดน่อง ประมาณว่า สวยนะ ดูดี แต่อย่าให้พาตัวเองลงไปตรงนั้นเลย มันร้อน มันแล้ง มันลำบากลำบน
กับปัญหานี้ ฉันปรับปรุงตัวเอง ด้วยการเก็บทฤษฎีการเขียนสารพันเข้าลิ้นชัก อยากเขียนก็เขียน เขียนๆ ไปให้ครบถ้วนในสิ่งที่อยากจะเขียน เลิกคิดว่าการเรียบเรียงถ้อยคำแบบนี้ การวางประโยคแบบนี้ จะถูกจะผิดอย่างไร เลิกคิดว่าเปิดเรื่องด้วยกลวิธีแบบนี้ นำเสนอด้วยมุมมองการเล่าเรื่องแบบนี้ จะดีหรือต่างจากอีกแบบหรือไม่
ฉันวางทฤษฎี แล้วก็เริ่มเขียน ผลลัพธ์ก็คือได้เขียนจนจบ เขียนได้อย่างสบายใจ ลื่นไหลไปได้ตามที่ใจต้องการ
มาถึงตรงนี้เธออาจจะคิดขัดแย้ง อ้าว! แล้วเราจะเรียนรู้ทฤษฎีการเขียนมากมายไปเพื่ออะไร กับคำถามนี้ ที่ฉันจะตอบได้ก็คือ บรรดาทฤษฎีคือเครื่องมือ ที่มีวางไว้ใกล้มือ สามารถหยิบฉวยมาใช้ได้เมื่อการสร้างสรรค์ของเราติดขัด หรือสามารถนำมาใช้ปรับปรุง ตัดแต่ง เพิ่มเติมได้ เมื่อเราต้องการ
แต่ไม่ใช้ก็ไม่มีใครว่า เพราะงานเขียนเป็นศิลปะ เป็นการสร้างสรรค์ คนนั้นไม่ชอบไม่เข้าใจ ก็ยังมีคนอื่นๆ อีกมากมายที่พร้อมจะยอมรับ
และจากประสบการณ์ตรงของฉัน บอกได้เลยว่า การวางทฤษฎีไว้ก่อน เขียนๆ ไปตามที่ใจอยากก่อน ช่วยได้มากสำหรับคนที่อยากเขียนเหลือเกินแต่ยังไม่กล้าเขียนกลัวเขียนได้ไม่ดี ใครที่ยังมีอาการแบบนี้ ฉันพอจะแนะนำได้ว่า เขียนๆ ไปเถอะจ้ะ เขียนไปให้จบสิ่งที่อยากเล่าให้ได้เสียก่อน ก่อนจะไปพะวงว่าผลงานของเราจะต้องเลอเลิศอลังการกว่าของใครๆ
คราวนี้ หลังจากผ่านการเขียนจนจบโดยการโยนทฤษฎีไว้ทางหนึ่งเสียก่อน และเมื่อเขียนจบแล้วค่อยกลับมาสำรวจ นำหลักการเขียนเข้ามาจับอีกครั้ง ตรงนี้ก็จะคือการแก้ไขสิ่งขาดตกบกพร่องต่างๆ ในผลงาน หรืออย่างที่บางคนคุ้นเคยกับคำว่า ‘รีไรต์’ นั่นเอง
สิ่งที่ฉันพบเจอบ่อยๆ เมื่อมาถึงตรงจุดนี้ นั่นคือพอกลับมาอ่านอีกที แล้วมักเจอคำที่ไม่จำเป็น ไม่ตรงใจ หรือไม่สื่อสาร หรือไม่ก็เจอประโยคยาวๆ ที่กว่าจะอ่านจบก็ลืมแล้วว่าต้นย่อหน้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร รวมทั้งประโยคสั้นที่ทำให้งุนงง ก็มีไม่น้อยเหมือนกัน
ปัญหาเรื่องคำไม่จำเป็น ไม่ตรงใจ ไม่สื่อสาร ทุกวันนี้ฉันก็ยังแก้ไขได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใช้หลักการที่ว่า คำแรกที่นึกออก นั่นคือถ้อยคำที่เหมาะสมที่สุด คิดจะเขียนแบบนี้ คำนี้ผุดขึ้นมา ก็ใช้คำนี้ ไม่ประดิดประดอยให้เวิ่นเว้อเกินเลย ผลก็คือใครๆ ก็อ่านงานของเราเข้าใจ เพราะคำแรกที่เรานึกถึง เกือบทั้งหมดก็เป็นคำที่ทุกคนที่อ่านงานเรารู้จักด้วยกันทั้งนั้น
ส่วนเรื่องประโยคยาวๆ ยาวจนลืมเนื้อหาต้นประโยค หรือประโยคสั้นจนไม่ได้ใจความ ตรงนี้ฉันใช้หลักการพื้นๆ ของภาษาไทยเข้าช่วย นั่นคือ การวางรูปคำตามลำดับที่คนอ่านส่วนใหญ่คุ้นเคย เรียงผู้กระทำ การกระทำ ผู้ถูกกระทำ ตามลำดับไป จะขยายความตรงไหน ก็นำคำขยายไปวางถัดจากตำแหน่งนั้นๆ รวมทั้งเขียนด้วยประโยคพื้นฐาน หลีกเลี่ยงประโยคแบบความรวม ความซ้อน หรือยิ่งพวกความรวมหรือความซ้อนที่ซับซ้อน นี้ยิ่งต้องไม่ควรมีเด็ดขาด หากยาวนักขยายมากนัก ฉันก็จะซอยให้เป็นประโยคย่อยๆ ละผู้กระทำบ้าง ละผู้ถูกกระทำบ้าง ประโยคการสื่อสารของเราก็จะอ่านง่ายขึ้น เข้าใจได้ทันที พร้อมๆ กับการไล่สายตาไปตามลำดับคำเหล่านั้น
ตรงนี้มีเทคนิคนิดหนึ่งก็คือ หลังจากเขียนจบเรียบร้อย เราก็ ‘อ่านออกเสียง’ จะออกเสียงในใจหรือในที่ใดๆ ก็ได้หมด อ่านแล้วสะดุด ต้องอ่านซ้ำตรงไหน แสดงว่าตรงนั้นมีปัญหาให้วงดินสอไว้ อ่านแล้วต้อนย้อนกลับมาอ่านต้นประโยคหรือต้นข้อความใหม่ แสดงว่าประโยคหรือข้อความนั้นมีปัญหา ให้วงดินสอไว้ก่อน พยายามทนอ่านงานของตนเองไปจนจบ แล้วค่อยมาแก้ไขจุดที่เราวงดินสอไว้ เมื่อลองกลับมาอ่านอีกครั้ง เราจะเห็นว่างานเราอ่านง่ายเข้าใจง่าย ไม่เยอะ เหมือนคราวแรก
แล้วหากเจอที่สะดุดอีกจะให้ทำอย่างไร?
ก็วงซ้ำไปสิจ๊ะ... แก้ไขซ้ำไปสิจ๊ะ...
ฉันจะตระหนักเสมอว่า ตราบใดที่งานเขียนของฉันยังอยู่ในมือฉัน ฉันจะตัดแต่งต่อเติมมันอย่างไรก็ได้ หากคิดว่ามันดีไปเสียหมด ยังเคยวางทิ้งๆ ขว้างๆ ไว้อีกหลายวัน ก่อนจะหันกลับไปอ่าน-สำรวจมันอีกครั้ง แล้วก็เจอ แล้วก็แก้กันไป เท่านั้นเอง
ส่วนปัญหาสุดท้ายในในกรณีของความ ‘เยอะ’ ที่ว่าสำนวนเรามักไปคลับคล้ายคลับคลากับผลงานของนักเขียนที่เราชื่นชอบ อันเป็นสาเหตุที่มาของความเยอะอื่นๆ ทั้งปวง ตรงนี้ส่วนตัวฉันคิดว่า เป็นเพราะเรายังไม่ไม่ได้ใช้ถ้อยคำสำนวนอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ใช้ถ้อยคำหรือสำนวนนั้น เพราะเราเห็นว่ามันต้องใช้ มันใช่ และมันจำเป็น แต่เราใช้ถ้อยคำสำนวนนั้นๆ เพียงเพราะเราคิดว่าสวยงาม เลิศเลอ และควรต้องมีเป็นเกียรติเป็นศรีงานเขียนของเรา ซึ่งนั้นคือสิ่งที่ทำให้นักอยากเขียน หลงทิศหลงทางมาแล้วไม่น้อย
กับปัญหาตรงนี้ สิ่งที่ฉันอยากบอกก็คือ ทุกครั้งที่เธออ่านงานที่ชื่นชอบ ให้ถามตัวเองว่า ผลงานนั้นสื่อสารในสิ่งที่มันต้องการจะบอกหรือไม่ อ่านแล้วเราเข้าใจเนื้อหาได้เลยใช่ไหม อ่านแล้วเรารู้สึกกระทบใจใช่หรือไม่ และร้อยทั้งร้อยของผลงานที่เราชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นของนักเขียนใหญ่หรือไร้ชื่อเสียง เหล่านั้นล้วนอยู่ภายใต้องค์ประกอบเหล่านี้ คือ สื่อสารได้ เข้าใจง่าย และชวนติดตาม
ทั้งนี้ ไม่ว่าแต่ละสำนวนที่เราชื่นชมนั้น จะใช้วิธีการเรียบเรียงหรือการเลือกสรรถ้อยคำอย่างไร พื้นฐานที่สำคัญที่สุดย่อมก็คือ ‘สื่อสารให้เข้าใจได้ทันที’ ส่วนเรื่องสำนวนชั้นครูเหล่านั้นจะ ‘เยอะ’ หรือไม่ นั่นคือลายมือ หรือลักษณะโวหารเฉพาะของแต่ละคน หากเราอยากเขียนได้อย่างนั้น ก็ต้องเริ่มต้นที่ ‘การสื่อสารให้เข้าใจได้ทันที’ เป็นสิ่งแรก
เธอจ๋า ที่ฉันเล่ามาตั้งแต่ต้น เชื่อว่านักอยากเขียนหลายคนคงเคยรับรู้ผ่านหูผ่านตามาแล้วทั้งนั้น ทั้งจากบรรดาครู หรือจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง สิ่งที่ฉันอยากจะบอก หรือที่จริงคือเคยถูกบอกมาก่อนนั่นก็คือ เวลาจะเขียนให้นึกถึงคนอ่านมากๆ นึกว่าเขาจะอ่านแล้วเข้าใจหรือไม่ นึกว่าตรงช่วงจังหวะไหน เขาถึงอยากอ่านข้อความตรงนั้นซ้ำไปซ้ำมา การนึกถึงคนอ่านให้มากๆ เช่นนี้ ก็จะลดทอนอาการ เยอะของเราไปได้มากเช่นกัน
โดยสรุป เพราะหมดเนื้อที่สำหรับ Write Now Magazine ฉบับนี้ ก็หวังว่า ความคิดเห็นเช่นนี้ของฉัน จะเป็นประโยชน์ได้บ้าง สำหรับใครๆ ที่คิดว่า ผลงานของตัวเองยังมีความเยอะมากเกินควร ส่วนฉบับหน้า อาจต้องขออนุญาตพูดถึงทฤษฎีการเขียนอย่างเป็นจริงเป็นจังบ้างนะจ๊ะ
หรือหากเธอสนใจ อยากรู้ อยากถาม หรืออยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับฉัน ก็เชิญได้ที่เว็บไซต์ WRITENOWMAG.COM ได้เลยจ้ะ
ด้วยรัก
เพียงคำ
หมายเหตุ บทความนี้เดิมคือคอลัมน์ "ดูหนูสู่รูงู" ที่เขียนโดย "เพียงคำ" หรือ คุณชาตรี ปานพงศ์ษา (ครูยู หรือ SONG982) แอดมินขอนำมาไว้ที่บล็อกใหม่นี้ด้วย แต่ขอเปลี่ยนชื่อคอลัมน์เป็น "เกร็ดภาษา" เนื่องจาก เจ้าของคอลัมน์เดิมได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับแล้วค่ะ...ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวมา ณ ที่นี้ด้วย

CONVERSATION