สวัสดีค่ะ
คนชอบเล่ากลับมาอีกครั้งค่ะ
เดือนเมษายนเต็มไปด้วยวันหยุดยาวมากมาย หลายคนเลือกวางแผนกลับบ้านเกิด กลับไปหาครอบครัว พ่อแม่ญาติพี่น้อง ไปทำบุญพบปะสังสรรค์และพูดคุยเรื่องราวชีวิตที่ต่างคนประสบมา คนคอเล่าวันนี้ขอชวนผู้อ่านมาดื่มกินกับภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความสวยงามของบ้านเกิด เสน่ห์ของการทำอาหาร และการใช้ชีวิตร่วมไปกับทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเยียวยาจิตใจและค้นหาตัวเองกันค่ะ
ที่มาที่ไปของการดูเรื่อง ‘ป่าน้อย’ มาจากอารมณ์ค้างที่ได้ดูสารคดีชื่อ A Bite of China ซึ่งเป็นสารคดีรวบรวมอาหารการกินจากประเทศจีน รวมทั้งดินแดนในการปกครองต่างๆ อย่างที่เรารู้กันว่าประเทศนี้ช่างมีอารยธรรมยาวนาน การกินก็เป็นสิ่งที่สืบสานกันมา สารคดีชุดนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกได้ว่า อาหาร ไม่ใช่แค่ของกินที่ทำให้อิ่ม แต่มันคือวัฒนธรรม มันคือของขวัญที่สะท้อนชีวิต ความเป็นอยู่ ความคิด รวมไปจนถึงแนวการสร้างประเทศเสียด้วยซ้ำ
ความงดงามของสารคดีชุดนี้นอกจากเมนูอาหารที่น่ากินแล้ว การถ่ายภาพ คำบรรยาย เสียงประกอบ หั่น สับ ทอด ต้ม นึ่ง นี่แทบจะทำให้ลุกไปทำกับข้าวเดี๋ยวนั้นเลย ดูเพลินมากๆ ค่ะ
ปัจจุบันทำออกมาสองซีซั่นแล้ว ในยูทู้ปมีพร้อมบทพากษ์ภาษาไทยเรียบร้อย เชิญชวนไปดูกันค่ะ
จะเล่าเรื่อง ลิตเติ้ลฟอเรสต์ ทำไมมาเรื่องอาหารจีน (ฮา)
หลังจากที่ดูสารคดีชุดนั้นจบไป ผู้เขียนก็ท่องยูทู้ปดูการทำอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ด (ดูจนหิว)
จนกระทั่งได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งก็แนะนำหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้ให้ดู
ดูจบก็ดูอีกครั้ง ดูอีกครั้งแล้วก็ดูอีกครั้ง ในที่สุดก็ทนไม่ไหวล่ะ ชงเรื่องเข้าวงคอเล่าดีกว่า...
Summer & Autumn ตื่นแต่เช้า ไปปลูกข้าวกับสาวสวย
ถ้าใครดูหนังหรืออ่านหนังสือญี่ปุ่นบ่อยๆ จะรู้ว่าประเทศนี้ให้ความสำคัญกับฤดูกาลเป็นอย่างมาก การเปลี่ยนผ่านของสภาพอากาศมีผลต่อชีวิต ก่อเกิดพิธีการ ประเพณี วิถีชีวิตทุกอย่าง โดยเฉพาะอาหารการกิน ลิตเติ้ลฟอร์เรสต์เองก็เช่นกัน
หนังเรื่องนี้สร้างมาจากการ์ตูนที่เล่าเรื่องหญิงสาวชื่อ อิจิโกะ (ฮาชิโมโต ไอ) กลับมาใช้ชีวิตในบ้านเกิดชื่อ โคโมริ (ซึ่งเขียนด้วยคันจิแปลว่าเด็กหรือสิ่งเล็กๆ ซึ่งเมื่อบวกคำว่าป่าเข้าไปก็คือ Little Forest นั่นเอง) หลังจากเข้าไปทำงานในเมืองมานาน ซึ่งบ้านของอิจิโกะตั้งอยู่ในหุบเขาที่สวยมากๆ
หนังเปิดเรื่องที่ฤดูร้อนกับอบอ้าวกับการปลูกข้าวของผู้หญิงตัวคนเดียว เพราะเธออธิบายว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ห่างจากร้านขายของหลายกิโล เพราะฉะนั้นอาหารการกินก็จะต้องทำเอง
หนังแบ่งออกเป็นสองภาค ภาคละสองฤดู ในภาคแรกฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วง อิจิโกะพาเราไปทำความรู้จักการทำอาหารของเธอกับสภาพแวดล้อมที่เธออยู่ หญิงสาวตัวคนเดียวทำตั้งแต่ดำนาปลูกข้าว ทำขนมปัง ทำแยม ปลูกผัก ทำซอส หรือแม้กระทั่งหมักเหล้าดื่มเอง สลับกับการสร้างความสงสัยให้คนดูว่า แล้วครอบครัวของเธอล่ะ แม่ที่เธอกล่าวถึงหายไปไหน ถึงแม้จะไม่มีเรื่องราวอะไรมาก แต่เราก็เพลิดเพลินไปกับการทำอาหารของเธอ เสียงบรรยายประกอบของเธอทำให้เราหิว แม้ว่าอาหารจะไม่ได้จัดแต่งสวยงามอะไร
หนังบอกเล่าการใช้ชีวิตวิถีเกษตร การอยู่ร่วมธรรมชาติ เช่นตอนอิจิโกะเข้าป่าเก็บธัญพืชก็ต้องระวังหมี หรือการเพาะพันธุ์ปลาในบ่อก่อนจะเอามาปล่อยที่แม่น้ำกลับคืน มีความพยายามในการจะทำข้าวปั้นจากธัญพืชที่เก็บไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว อุปสรรคในการปลูกมะเขือเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ
เมื่อดูไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่าอิจิโกะไม่ได้โดดเดี่ยว เพราะมีเพื่อนบ้านอย่าง ยูตะหนุ่มรุ่นน้อง และคิกโกะ เพื่อนสมัยเรียน และเพื่อนบ้านที่เธอรับจ้างทำงาน
ถึงแม้จะเล่าผ่านมุมมองของอิจิโกะทั้งหมด แต่หนังมีสิ่งละอันพันละน้อยที่ทำให้เราดูเพลินจนจบโดยไม่รู้ตัว เช่นเจ้าแมวน้อยที่แวบไปแวบมา หรือแม้แต่ท่ากินขนมปังทาแยมของนางเอกเราก็ชวนให้หิวซะเหลือเกิน (ดูแล้วแทบจะวิ่งไป 7-11 เดี๋ยวนั้น)
ภาคนี้จบลงตรงที่อิจิโกะได้รับจดหมายจากแม่
Winter & Spring – จะสโลว์ไลฟ์ แน่ใจแล้วหรือ
ต่อจากฤดูใบไม้ร่วงก็เข้าสู่ฤดูหนาว หิมะเริ่มโปรยปรายพร้อมกับความเงียบเหงา สาวน้อยน่ารักยังคงปลูกและเก็บผักเอง ผ่าฟืนเองเพื่อเตรียมไว้สำหรับอากาศเย็นเยือกที่จะมาถึง ในภาคนี้มีความเป็นหนังมากกว่าเพราะเนื้อเรื่องจะค่อยๆ บอกให้เรารู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่ทิ้งอิจิโกะไปรวมทั้งความคิดอ่านของเธอที่จะทำไปสู่บทสรุป
เนื้อความในจดหมายจะเล่าสลับไปกับเมนูอาหารที่แม่เคยทำ ซึ่งอิจิโกะพูดอยู่บ่อยครั้งว่าเธอทำกี่ครั้งรสชาติก็ไม่เหมือนฝีมือของแม่ ซึ่งคนดูอย่างเราๆ จะเข้าใจตรงนี้ได้ทันทีว่า ความทรงจำเรื่องรสชาติจากฝีมือแม่จะส่งผลต่อเราไปตลอดชีวิต การกินเมนูเดียวกันแต่รสชาติไม่เหมือนที่แม่ทำ นั่นทำให้ในภาคนี้จึงมีการให้ความหมายของอาหารที่มีมากกว่าเป็นแค่ของกิน
ข้อแรกนั่นคือเป็นความผูกพันแบบหนึ่ง
ข้อสองคือเป็นเครื่องหมายของมิตรภาพ เพราะมีฉากหนึ่งที่คิกโกะทำแกงกะหรี่มาขอโทษอิจิโกะ รสชาติอาหารก็ทำให้สองสาวปรับความเข้าใจกันได้ ในชิวิตจริงก็มีเรื่องแบบนี้ เรานัดพบกันโดยใช้อาหารมาเป็นตัวกลาง ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาธุรกิจ การง้องอน หรือการระลึกความหลังเช่นการเลี้ยงรุ่น
ภาคนี้ในเมนูอาหารอาจจะไม่ชวนหิวเท่าภาคแรก เพราะเน้นไปทางด้านการถนมอมอาหาร แต่ดูแล้วก็เชิญชวนให้คนชอบทำอาหารได้ไอเดียกันไม่น้อย (น่าเสียดายว่าบ้านเราไม่มีฤดูหนาวให้ต้องสะสมเสบียง)
แต่เมื่อฤดูหนาวเงียบเหงาผ่านไป อากาศอุ่นขึ้น ฤดูกาลได้วนเวียนมาบรรจบในจุดเริ่มต้นอีกครั้งเริ่มมีคำถามจากอิจิโกะ ชีวิตในบ้านเกิดเรียบง่าย แต่น่าเบื่อเหมือนวงกลมที่วาดซ้อนกัน เธอจะต้องใช้ชีวิตซ้ำซากอย่างนี้ไปจนไม่รู้จบได้หรือ คำตอบอยู่ในจดหมายของแม่ แม่บอกเล่าไว้ว่าชีวิตแบบนี้อาจจะเหมือนวงกลม แต่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถออกจากวงกลมนี้ได้ แม้ว่าจะสะดุดแต่เราก็จะได้ประสบการณ์ชีวิต นั่นหมายถึงว่าแม่ได้
ในภาคนี้หนังก็ยังมีนัยยะแฝงได้เราได้ขบคิดเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นการที่อิจิโกะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน นั่นเพราะครอบครัวเธอมีเพียงคนเดียว แปลว่าครอบครัวอื่นๆ ผู้หญิงยังคงเป็นช้างเท้าหลังในสังคมญี่ปุ่นอยู่พอสมควร หรือแม้กระทั่งปัญหาเรื่องคนเป็นแม่มักจะทิ้งครอบครัวไป (โดยเฉพาะลูกสาว ซึ่งจะเห็นในละครญี่ปุ่นหลายเรื่อง) เกิดจากความกดดันที่ต้องแบกภาระการเลี้ยงดูลูกอย่างเดียวของแม่บ้านญี่ปุ่น
แกนหลักของในภาคนี้ได้สอดแทรกเรื่องการก้าวข้ามของวัย (Coming of age) ของอิจิโกะอยู่เบาบางเมื่อยูตะถามว่า การมาอยู่ที่นี่ตั้งใจจะมาอยู่หรือแค่มาเพื่อหนีปัญหา เพราะชีวิตที่นี่จะดำเนินไปเป็นวงกลมเช่นนี้ ถ้าไม่ได้คิดให้ดี จะอยู่ไม่ได้ สิ่งนี้เสมือนขวานที่ผ่าเข้ากลางแสกหน้าของหญิงสาวที่กำลังสับสน
ท้ายที่สุดอิจิโกะจึงเลือกที่จะจากไปเพื่อค้นหาตัวเองอีกพักใหญ่ก่อนจะกลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง
มีฉากเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างยูตะกับอิจิโกะที่ผู้เขียนชอบมาก ถึงแม้ว่าในหนังจะได้เห็นภาพความสัมพันธ์ของสองหนุ่มสาวเป็นไปในทางที่ดี ดูเหมือนว่าอิจิโกะจะมีใจ ยูตะก็มีน้ำใจมาช่วยซ่อมแซมบ้านให้ แต่เขามีระยะห่าง ตัวอย่างเช่นฉากที่อิจิโกะทำเมนูใหม่มาให้ชิมขณะที่ยูตะมือไม่ว่าง แทนที่จะได้เห็นอิจิโกะป้อนให้ แต่ยูตะกลับวางมือจากงานมาหยิบอาหารจากมืออิจิโกะเอง
เมื่อดูถึงตอนจบก็รู้คำตอบว่าทำไม เราไม่บอก เพราะอยากให้ไปดูกันเองค่ะ (ซะงั้น)
สรุปแล้ว ลิตเติ้ลฟอร์เรสต์คือการตามติดชีวิตในหมู่บ้านชนบทผ่านสาวน้อยน่ารักคนหนึ่ง โดยมีเมนูอาหารแสนอร่อยเป็นเครื่องมือการเล่าเรื่อง ถ่ายทอดออกมาผ่านการถ่ายภาพที่สวยงาม บวกกับคำบรรยายที่แฝงแง่คิด เรียงร้อยกันผ่านการเดินทางของฤดูกาลประเทศญี่ปุ่น
สุดท้าย มาพูดถึงสิ่งที่ผู้เขียนชอบที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ นางเอกของเรานี่เอง
ด้วยที่หนังส่วนใหญ่เล่าเรื่องผ่านอิจิโกะ จึงเห็นหนู ฮาชิโมโตะ ไอ ตลอดทั้งเรื่อง พูดง่ายๆ ว่าได้เสพความน่ารักของหนูไอทั้งเรื่องเลย (ส่วนใหญ่ผู้เขียนชอบนักแสดงผู้หญิงญี่ปุ่น - ฮา) หลงรักตั้งแต่ตอนเป็น ยูอิ ในเรื่อง อามะจัง คิดว่าน้องคนนี้มีโครงหน้าที่งดงามมาก เป็นใบหน้าที่ผสมระหว่างความสวยงามแบบผู้หญิงและความเข็มแข้งของผู้ชาย เชื่อว่าถ้าแต่งเป็นผู้ชายจะต้องหล่อเท่มากแน่นอน
ในเรื่องหนูไอปรับเปลี่ยนทรงผมตามฤดูกาลในเรื่อง ซึ่งก็น่ารักทุกสไตล์ แขนเล็กๆ ของเธอสามารถทำได้ทั้งนวดแป้งและผ่าฝืน การเคลื่อนไหวต่างๆ ดูแล้วเชื่อจริงๆ ว่าเป็นผู้หญิงเชี่ยวชาญการทำครัว แต่ที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดคือซีนที่หนูไอทำอาหาร มีเหงื่อชื้นที่ปลายผมทำให้เธอมีเสน่ห์มากๆ
อิ่มเอมกับเมนูอาหาร เสพงดงามของธรรมชาติ เรียนรู้วิถีเกษตรพอเพียงที่เหมาะกับตัวเอง คือสิ่งที่หนังเรื่องนี้สื่อสาร ดูจบแล้วก็พูดได้ว่า ป่าน้อยแห่งนี้ ดีต่อใจเป็นที่สุด
note: ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เนต













CONVERSATION