ยุคนี้ถือเป็นยุคความเปลี่ยนของสื่อกระดาษทั้งในส่วนของนิตยสาร หนังสือเล่มทั้งเรื่องสั้น-นิยาย-บทความ และที่หนักหน่วงที่สุดก็คือหนังสือพิมพ์
เนื่องจากโดนสื่อใหม่ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทูบ แย่งชิงความสนใจจนทำให้คนไทยกลายเป็น “สังคมก้มหน้า” หมกมุ่นอยู่กับสมาร์ตโฟนอย่างเดียว อ่านหนังสือน้อยลง หรือแทบจะไม่อ่านเลย ทำให้ “หนังสือกระดาษ” เข้าสู่ยุคแห่งการถดถอย ตีบตัน
ไม่ว่าจะเป็น “สกุลไทย” ที่วางแผงยาวนานกว่า 60 ปี ปิดตัวไปเมื่อเดือน พ.ย. โดย “บางกอก” ปิดตัวไปก่อนหน้านี้ไม่นานนัก แล้วยังมีนิตยสาร “พลอยแกมเพชร” ที่ประกาศปิดตัวในช่วงเดียวกัน รวมไปถึงนิตยสารชื่อดังอีกมากมายที่ทยอยปิดตัวต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ขณะที่สื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับมีข่าวผลประกอบการลดน้อยลง รวมไปถึงการขาดทุนอีกหลายฉบับ ต่อเนื่องไปถึงการประกาศลดต้นทุน การจ้างออก และมีโครงการสมัครใจเกษียณก่อนกำหนด
ตามมาด้วยการปิดตัวของ “หนังสือพิมพ์บ้านเมือง” หนังสือพิมพ์เก่าแก่กว่า 44 ปี
นับเป็นเหตุการณ์ที่ช็อกวงการสื่อสิ่งพิมพ์และเป็นสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง
แต่ในส่วนของนักเขียน-นักข่าว แนวโน้มนี้หากมองให้ดี ในความโชคร้ายก็ยังคงมีความโชคดีคงอยู่ เพราะสื่อใหม่ก็ยังต้องการเนื้อหา (content) ที่ตอบสนองความต้องการอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนในรูปแบบชนิดจากขาวเป็นดำในบางลักษณะ เว็บไซต์ใหม่ๆ เกิดขึ้นและต้องการคนผลิตที่รู้แจ้งแทงตลอดในทุกสื่อ สามารถทั้งเนื้อหาลงหนังสือ โพสต์ลงในเฟซบุ๊ก แชร์ต่อ เพื่อให้เกิดกระแสอย่างต่อเนื่อง
และบางทีก็ต้องทำงานกันเป็นทีมแบบเข้าขากันมากยิ่งขึ้น
ส่วนนักเขียน (โดยเฉพาะนิยาย) อาจเจอปัญหาเรื่องการเขียนแล้วมีเรื่องได้ตีพิมพ์คือผ่านระบบสำนักพิมพ์ยากยิ่งขึ้น เพราะคนอ่านหนังสือกระดาษน้อยลง สำนักพิมพ์จึงจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายอย่างทั้งคุณภาพงาน การตลาด ฯลฯ
เนื่องจากการทำหนังสือเล่มผ่านระบบเดิม (นักเขียน-สำนักพิมพ์-จัดจำหน่าย-คนอ่าน) ต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก
แต่ก็ยังมีการเผยแพร่งานได้ในรูปอื่นทั้งอีบุ๊ก,ปรินต์ ฟอร์ ดีมานด์ ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ว่ายังไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนทั้งระบบ
อาจจะต้องอาศัยการสร้างสายสัมพันธ์ รวมตัวกันเป็นเครือข่าย สร้างวงจรระหว่างนักเขียนกับนักอ่านให้มากยิ่งขึ้น
นักเขียนอิสระส่วนมากจึงยังไม่สามารถยังชีพด้วยการเขียนเพียงอย่างเดียว
แต่การยืนหยัดอยู่ในฐานะ “นักข่าว-นักเขียน” ด้วยความรัก ด้วยหัวใจก็ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาในยุคนี้ แต่เคยมีบรรดานักคิด-นักเขียนรวมตัวเพราะ “ความรักในตัวอักษร” มานานนักหนาแล้ว
หนึ่งในนั้นก็คือกลุ่มนักเขียน “สุภาพบุรุษ” ซึ่งถือเป็นหัวหอกของนักเขียนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เป็นกลุ่มที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยึดอาชีพ “นักเขียน” ก็ว่าได้
นิตยสารรายปักษ์สุภาพบุรุษ ซึ่งออกจำหน่ายฉบับปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2472 เจ้าของและบรรณาธิการคือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา ที่รวมกลุ่มผองเพื่อนเป็นคณะสุภาพบุรุษร่วมกันจัดทำนิตยสารนี้จนถึงฉบับอำลา เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2473 รวมเป็นหนังสือ 37 เล่ม
นอกจากกุหลาบ สายประดิษฐ์แล้ว นักเขียนคณะสุภาพบุรุษเป็นนักเขียนหนุ่มหัวก้าวหน้า ในยุคนั้น เช่น มาลัย ชูพินิจ (‘แม่อนงค์’,‘เรียมเอง’) อบ ไชยวสุ (‘ฮิวเมอริสต์’) โชติ แพร่พันธุ์ (‘ยาขอบ’) ชิต บุรทัต (‘แมวคราว’)โพยม โรจนวิภาต (‘อ.ก. รุ่งแสง’) พัฒน์ เนตรรังสี (‘พ. เนตรรังษี’) เป็นต้น
การก่อเกิดนิตยสารสุภาพบุรุษ มิใช่เป็นเพียงการก่อเกิดสื่อสิ่งพิมพ์อีกเล่มหนึ่งเพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่วรรณกรรมร่วมสมัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศ “อาชีพนักประพันธ์” อย่างเป็นทางการ เพราะแต่เดิมการเขียนหนังสือเป็นเพียงงานอดิเรกของคนชั้นสูงและปัญญาชนซึ่งมักจะรับราชการหรือมีงานประจำอยู่แล้ว อีกทั้งผลงานประพันธ์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ไม่ได้ค่าตอบแทน และมีผู้เรียกงานเขียนสมัยใหม่เช่นนี้ว่า “เรื่องอ่านเล่น” หรือ “เรื่องประโลมโลก”
การประกาศให้ค่าเรื่องแก่งานเขียนที่ผ่านการพิจารณาเพื่อส่งเสริมให้การเขียนหนังสือเป็นงานการอันจริงจัง ไม่ใช่เรื่องทำกันเล่นๆ จากกลุ่ม “สุภาพบุรุษ” นี่เอง
กุหลาบ สายประดิษฐ์ ให้นิยามของคำว่า ‘สุภาพบุรุษ’ ว่า “เกิดมาเพื่อผู้อื่น” หรือ“ทำตนเป็นประโยชน์แก่คนอื่น”
นี่คือแก่นหลักของหมู่คณะที่เรียกตัวเองว่า สุภาพบุรุษ ที่ได้แสดงปณิธานว่า ในภายภาคหน้า แม้หมู่คณะนี้จะกระจัดกระจายกันไป หรือยังรวมกลุ่มกันทำงานในฐานะนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ แต่ความมุ่งมั่นของบรรณาธิการ-กุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่ว่าจะ "เกิดมาสำหรับคนอื่น" นั้น คงยังยืนยงอยู่ต่อมา จนกลายเป็นเบ้าหลอมสำคัญของตัวเขาเอง จวบจนสิ้นชีวิต
คณะสุภาพบุรุษ ที่ก่อเกิดมาพร้อมกับหนังสือ สุภาพบุรุษ รายปักษ์ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ นั้น ประกอบด้วยคนหนุ่มในวัยไล่เลี่ยกัน ที่เห็นว่าอาวุโสมากกว่า กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็มีอยู่บ้าง เช่น ขุนจงจัดนิสัย ชิต บุรทัต สถิตย์ เสมานิล หอม นิลรัตน์ ณ อยุธยา และ อบ ไชยวสุ แต่ทว่าทั้งหมดก็ล้วนเป็น "เกลอ" กัน มีชีวิตผูกพันกันด้วยผลงานทางการประพันธ์
คณะสุภาพบุรุษ นั้นประกอบไปด้วย กวี นักเขียน นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ ทั้งหมด ๑๘ คน
คณะผู้ก่อการมีทั้งหมด ๑๐ คน คือ
๑. กุหลาบ สายประดิษฐ์ ("ศรีบูรพา")
๒. อบ ไชยวสุ ("ฮิวเมอริสต์")
๓. มาลัย ชูพินิจ ("แม่อนงค์")
๔. ระคน เภกะนันท์ (นามปากกา "กู๊ดบอย")
๕. อุเทน พูลโภคา (นามปากกา "ช่อมาลี")
๖. โชติ แพร่พันธุ์ (นามปากกา "ยาคอบ") (๘)
๗. บุญทอง เลขะกุล (นามปากกา "วรมิตร")
๘. สนิท เจริญรัฐ (นามปากกา "ศรีสุรินทร์")
๙. สุดใจ พฤทธิสาลิกร (นามปากกา "บุศราคำ")
๑๐. จรัญ วุธาฑิตย์ (นามปากกา "ร. วุธาฑิตย์")
คณะผู้มาร่วมก่อการ มีทั้งหมด ๘ คน
๑. ขุนจงจัดนิสัย (ไม่ทราบนามปากกา)
๒. ชิต บุรทัต (นามปากกา "แมวคราว")
๓. หอม นิลรัตน์ ณ อยุธยา (นามปากกา "คุณฉิม")
๔. เสนอ บุณยเกียรติ (นามปากกา "แสงบุหลัน")
๕. ฉุน ประภาวิวัฒน (นามปากกา "นวนาค")
๖. สถิตย์ เสมานิล (นามปากกา "นายอยู่")
๗. โพยม โรจนวิภาต (นามปากา "อ.ก. รุ่งแสง")
๘. พัฒน์ เนตรรังษี (นามปากกา "พ. เนตรรังษี")
หนังสือ สุภาพบุรุษ รายปักษ์ ฉบับปฐมฤกษ์ มียอดพิมพ์ครั้งแรก ๒,๐๐๐ เล่ม หนังสือได้รับความนับถือในทันที เพราะจำหน่ายได้หมดในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ สุภาพบุรุษ ฉบับที่ ๒ เพิ่มยอดพิมพ์เป็น ๒,๓๐๐ เล่ม และฉบับที่ ๓ เพิ่มยอดพิมพ์เป็น ๒,๕๐๐ เล่ม มีสมาชิกส่งเงิน "ค่าบำรุงหนังสือ" เข้ามาเป็นประจำประมาณ ๕๐๐ คน ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ ประชากรประเทศสยามยังมีไม่ถึง ๑๕ ล้านคน
แต่ที่นับได้ว่าเป็นแกนหลักของกลุ่มสุภาพบุรุษและมีผลงานโดดเด่นก็คงไม่พ้น กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา),มาลัย ชูพินิจ (เรียมเอง,แม่อนงค์) รวมไปถึงโชติ แพร่พันธุ์ (ยาขอบ) ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง เป็นมิตรน้ำหมึกที่มีบทบาทอย่างมากในวงการหนังสือเล่มของไทยในยุคต่อๆ มา
ยาขอบ ผู้โด่งดังจาก “ผู้ชนะสิบทิศ” ก็มีจุดกำเนิดจากการผลักดันของกุหลาบ สายประดิษฐ์ นั่นเอง
กุหลาบเคยเรียนเทพศิรินทร์ที่เดียวกับยาขอบ และทำงานอยู่ในแวดวงหนังสือพิมพ์ด้วยกัน และเมื่อมาก่อตั้งหนังสือ “สุภาพบุรุษ” ก็ได้ชักชวนมาร่วมงานด้วยกัน จนเมื่อเป็นบรรณาธิการบางกอกการเมืองรายวัน กุหลาบก็ให้โชติ เขียนเรื่องตลกสองสามเรื่อง และเป็นคนให้นามปากกา “ยาขอบ” ให้ ซึ่งเลียนมาจากนาม W.W.Jacob ซึ่งเป็นนักเขียนเรื่องตลกชื่อดัวของหนังสือพิมพ์อังกฤษ
ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อกุหลาบ มาทำหนังสือพิมพ์ “ไทยใหม่” แล้วก็ออกหนังสือพิมพ์สุริยาที่ลงพิมพ์เรื่องเบาสมอง ก็ให้ยาขอบเป็นบรรณาธิการ ส่วนตัวเองเขียนนิยายอิงพงศาวดารมอญชื่อ “ยอดทหารหาญ” ลงในไทยใหม่ (ต่อมาเรียมเอง ได้เขียนต่อ) และต่อมาได้เป็นคนบอกยาขอบให้เขียนนิยายอิงพงศาวดารขึ้นมาบ้าง แต่เป็นพงศาวดารพม่าในชื่อ “ยอดขุนพล” ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ “ผู้ชนะสิบทิศ” ในเวลาต่อมานั่นเอง เป็นนิยายปลอมพงศาวดารที่หยิบยืมข้อความในพงศาวดารพม่ามาใช้เพียง 8 บรรทัดเท่านั้น
กุหลาบเองเป็นคนแนะนำให้ยาขอบอ่าน The Three Musketeers หรือ สามทหารเสือ อเล็กซองด์ ดูมาส์ เพื่อศึกษาการดำเนินเรื่องและการผูกเรื่อง
“ข้าพเจ้ารักเขาดุจน้อง เราร่วมทำงานมาด้วยกันเป็นเวลานาน ความสำเร็จในกิจการงานหนังสือพิมพ์ที่ข้าพเจ้าได้ปฎิบัติมา มีปัญญาและฝีมือเขียนหนังสือของยาขอบรวมอยู่ด้วยไม่ใช่น้อย เมื่อเขาจากไปทำงานที่อื่น ก็ไม่วายรำลึกถึงเขา ความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งสองคนไม่เคยมีเวลาจืดจาง” กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนไว้ในหนังสือ “ยาขอบอนุสรณ์”
อีกคนที่มีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับ “ศรีบูรพา” กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็คือ “มาลัย ชูพินิจ” นักเขียน-นักหนังสือพิมพ์ผู้ยิ่งใหญ่อีกคน
ทั้งคู่รู้จักกันมานาน ทำอะไรร่วมกันมามากมาย แต่โดยรวมก็คือการทำหนังสือร่วมกัน นิตยสาร สุภาพบุรุษ รายปักษ์, หนังสือพิมพ์ ประชาชาติ รายวันและรายสัปดาห์ มาจนถึงช่วงสมัยของหนังสือพิมพ์และนิตยสาร “ประชามิตร”
มาลัย ชูพินิจ เคยกล่าวถึงตัวเองไว้ว่า “ นักเขียนเล็กๆ คนหนึ่ง ซึ่งทั้งเนื้อทั้งตัวมีสมบัติติดกายอยู่ชิ้นเดียว คืองาน 12 ถึง 18 ชั่วโมง ในหนึ่งวัน 7 วัน ในหนึ่งสัปดาห์ และ 52 สัปดาห์ ในหนึ่งปี”
“ชนิด สายประดิษฐ์” ภรรยา “กุหลาบ สายประดิษฐ์” หรือ “ศรีบูรพา” ยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้เล่าเรื่องให้ ชนิตร์นัยน์ ณ บางช้าง ผู้เป็นหลานของมาลัย ชูพินิจ ฟังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองคนว่า
คุณกุหลาบและคุณมาลัยนั้นได้รู้จักกัน เพราะเป็นเพื่อนนักเรียนด้วยกัน และเมื่อทำสำนักพิมพ์นายเทพปรีชานั้น คุณมาลัยก็ตามมาทำด้วย
“การที่คุณกุหลาบและคุณมาลัยเป็นเพื่อนกันนี้ ทำให้คุณกุหลาบรู้ว่าคุณมาลัยเป็นผู้ที่คุณกุหลาบไว้วางใจได้ ดังนั้นเมื่อไม่ว่าจะทำหนังสือกี่หนต่อกี่หน กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ต้องมีคุณมาลัยอยู่ด้วยเสมอ”
ภรรยาของกุหลาบเล่าให้ฟังถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่นั้นแนบแน่น เหมือนแค่มองตาก็รู้ใจ
“การทำงานกับคุณกุหลาบราบรื่น เพราะคุณมาลัยเป็นคนไม่เถียงใคร เงียบ ๆ เฉย ๆ ไม่โต้แย้ง แล้วก็ทำงานไม่ใช่แผนกข่าว พูดกับใครก็เรียบร้อย ไม่เป็นคนไปเถียงโต้ว่าใคร ให้เขียนอะไรก็ได้ทั้งนั้น ใครว่าอะไรก็หัวเราะไม่ว่าอะไรทั้งนั้น แม้ว่าการทำงานอาจมีความเห็นไม่ลงรอยกัน แต่ว่าไม่มีที่ทะเลาะเบาะแว้งอะไรกับใคร เป็นคนอารมณ์เย็น คุณกุหลาบกับคุณมาลัยมักจะเป็นคู่กัน ไปไหนไปด้วยกัน แบบพอคุณกุหลาบออกจากที่นี่ คุณมาลัยก็ออกตาม ยกโขยงออก ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ถือตัวเป็นใหญ่ สมัยก่อนมีใจรักและร่วมใจกันเสมอ”
เป็นตำนาน เป็นต้นแบบของนักเขียนทุกยุคทุกสมัยที่มีหัวใจรักแห่ง “หนังสือ” อย่างแท้จริง





CONVERSATION